

ความเศร้าโศก (grief) เป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญในบางช่วงของชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกความเศร้าจะเหมือนกัน และบางครั้ง ความเศร้าโศกนั้นฝังลึก จนกลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ตนเอง ความสัมพันธ์ และความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
บทความนี้ขอพาคุณไปรู้จักกับ “Traumatic Grief” หรือ ความเศร้าโศกที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผ่าน มุมมองของ สมอง ระบบประสาท และการเยียวยาที่แท้จริง
สมองของเราทำงานอย่างไรเมื่อเผชิญความสูญเสีย?

ในภาวะโศกเศร้าที่ฝังลึก หรือการสูญเสียอย่างฉับพลัน สมองเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “Red Brain State” — สภาวะของการตอบสนองต่อภัยคุกคาม ซึ่งส่วนใหญ่ควบคุมโดย อะมิกดาลา (Amygdala) ร่วมกับ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) และ ทาลามัส (Thalamus) ซึ่งเป็นศูนย์ประมวลผลอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัว ความไม่ปลอดภัย และความเจ็บปวด
อะมิกดาลาทำงานเร็วมาก (75 มิลลิวินาที) เร็วกว่าสมองส่วนคิด (Prefrontal Cortex) ถึง 4 เท่า นั่นหมายความว่า สมองจะตีความภัยคุกคามโดยสัญชาตญาณ ก่อนที่เราจะสามารถ “คิดอย่างมีเหตุผล” ได้ทัน เมื่อความเศร้าถูกเข้ารหัส (encoded) ร่วมกับ ภาวะกระทบกระเทือนจิตใจ (trauma) จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า

“ทางด่วนทางอารมณ์” (Stress-Induced Structural Plasticity – SISP)
ซึ่งเป็นโครงข่ายใหม่ในสมองระหว่างอะมิกดาลา ฮิปโปแคมปัส และทาลามัส ที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเล็กๆ ด้วยความเศร้า ความกลัว และความรู้สึกผิดซ้ำๆ
เมื่อ “เรื่องราวหายนะ” กลายเป็นแว่นตาของชีวิต
ผู้ที่เผชิญความเศร้าโศกอย่างรุนแรงมักสวมใส่ “แว่นตาแห่งความเศร้าโศก” โดยไม่รู้ตัว สมองจะรวบรวมข้อมูลและความทรงจำที่คล้ายกันในอดีตมาสร้างเรื่องราวอัตโนมัติ เช่น “เขาหายไปอีกแล้ว แสดงว่าเขาต้องตายไปแล้วแน่ๆ” ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงการไม่ตอบข้อความเท่านั้น
สมองส่วนคิดในขณะนี้ “ไม่พร้อมใช้งาน” และทำงานภายใต้สัญญาณเตือนของอะมิกดาลา ส่งผลให้การใช้ชีวิตถูกจำกัดอยู่ในวงจรความเศร้า

เยียวยาสมองผ่านสัมผัสและการเบี่ยงเบนอย่างตั้งใจ
งานวิจัยด้านประสาทชีววิทยาพบว่า “สัมผัสอย่างมีสติ (Mindful Touch)” สามารถกระตุ้นระบบปลอบโยนของสมองได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการกระตุ้น C-tactile fibers ซึ่งช่วยให้สมองหลั่งสารออกซิโทซิน เซโรโทนิน และกาบา ที่ช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัย
ตัวอย่างการสัมผัสบำบัดที่นำไปใช้ได้ง่าย
- ลูบแขนอย่างอ่อนโยน
- ลูบมือเหมือนกำลังล้างมือ
- แตะแก้มหรือหน้าผากเบา ๆ
- แตะอกด้วย “Butterfly Tapping” เพื่อสื่อถึงความเชื่อมโยงกับตัวเอง


นอกจากนี้ การใช้ “การเบี่ยงเบนความสนใจทางความคิด (Cognitive Distractions)” เช่น การหายใจแบบถอนหายใจ (sigh breath) หรือการทำกิจกรรมที่ใช้การจดจ่อ ยังช่วยขัดขวางวงจร “การดึงข้อมูลหายนะ” ที่วนเวียนในสมอง
ความเศร้าโศกไม่ใช่สิ่งที่ต้องแก้ไข แต่เป็นสิ่งที่ต้องให้พื้นที่
สิ่งสำคัญไม่ใช่การบอกว่า “ทุกอย่างมีเหตุผล” หรือ “คุณต้องก้าวต่อไป” แต่คือการสนับสนุนให้ผู้เผชิญความเศร้าโศกได้สร้าง “ความหมายใหม่” ที่บูรณาการความสูญเสียเข้ากับตัวตนของเขาอย่างอ่อนโยน
การเยียวยาไม่ได้เกิดจากการลบความเจ็บปวด แต่มาจากการ ให้ความหมายใหม่ต่อความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถกลับคืน และยืนอยู่กับมันอย่างเต็มตัว

สำหรับครอบครัว และผู้ดูแล
- รับฟังโดยไม่ตัดสิน
- เปิดพื้นที่ให้ความเศร้าอยู่ได้
- สะท้อนว่าความเศร้าเป็นเรื่องซับซ้อนและไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล
- ใช้เครื่องมือช่วยให้สมองมี “งานใหม่” เพื่อออกจากวงจรความเศร้า
- อย่าลืมดูแลระบบประสาทของตนเองด้วย

ความเศร้าโศกที่ฝังลึกไม่ใช่ความอ่อนแอของจิตใจ แต่เป็น “รูปแบบของสมอง” ที่ต้องการการเข้าใจใหม่ การเยียวยาจึงเริ่มจากความอ่อนโยนต่อสมอง และการสร้างพื้นที่ใหม่สำหรับความหวังที่จะเติบโตขึ้น

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญความเศร้าโศกแบบฝังลึก
📩 ติดต่อเราเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องอยู่กับความสูญเพียงลำพัง